วันอาทิตย์ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557
จุดเด่น และกิจกรรมท่องเที่ยว
แหล่งท่องเที่ยวจุดเด่นด้านการท่องเที่ยวของชุมชน /
สถานที่เด่น1. ป่าชายเลน
ป่าชายเลนบ้านลีเล็ด ตั้งอยู่ในพื้นที่อ่าวบ้านดอน มีผืนน้ำทะเลอันกว้างใหญ่
ล้อมรอบด้วยป่าชายเลนอันอุดมสมบูรณ์ มีต้นไม้ที่สำคัญหลายชนิด เช่น ลำพู, โกงกาง,
แสม, ถั่ว, ลำพูหิน, ตะบูน,
หลุมพอสามารถนำไม้มาใช้ในงานก่อสร้างได้ส่วนที่ใช้เป็นสมุนไพรก็มี
เช่น เหงือกปลาหมอ รักษาโรคมะเร็ง, ย่านขี้เดือน รักษาโรคท้องอืด, แสมรักษาโรคผอมแห้ง
แก้ลม ขับเลือด ฯลฯ และยังมีอีกหลายชนิด เช่น ปรงทะเล, จาก,
ลำแพน, หน่อเซียน, ปอทะเล
และพืชเล็ก ๆ เช่นตะไคร่น้ำสัตว์ที่อาศัยอยู่ในป่าชายเลนมี ลิงหางยาว, นกกระยาง,
นกกะปูด, หิ่งห้อย, งู,
ผึ้ง, ต่อ, ปูทะเล, ปูเปี้ยว,
หอยจุ๊บแจง, หอยกัน ฯลฯ2. หิ่งห้อย
เป็นกิจกรรมที่แตกต่างจากการชมหิ่งห้อยที่อื่น
เพราะที่นี่จะเป็นการนำชมวงจรชีวิตหิ่งห้อย ได้เรียนรู้เกี่ยวกับอาหาร
แหล่งที่อยู่อาศัย และวัฏชีวิตของหิ่งห้อยตั้งแต่ไข่จนเติบโตเป็นตัวเต็มวัย3. ศูนย์เรียนรู้และศึกษาธรรมชาติ
เกิดจากการที่ชาวบ้านหมู่ที่ 4 ร่วมแรงร่วมใจกันนำเงินจากโครงการ SML
ของหมู่บ้าน มาสร้างเป็นศูนย์เรียนรู้เกี่ยวกับระบบนิเวศป่าชายเลน
เพื่อให้เป็นสถานที่ศึกษาเรียนรู้ของคนทั้งภายในและนอกชุมชน
รวมทั้งเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ หลังจากการก่อสร้างศูนย์แล้วเสร็จ
ทางอำเภอและจังหวัดได้สนับสนุนงบประมาณเพิ่มเติมในการก่อสร้างทางเดินศึกษาธรรมชาติในป่าชายเลน
(Walk Way)
ลิเกป่าของลีเล็ด
ลิเกป่า
คณะลิเกป่า มีหัวหน้ากลุ่มชื่อ นายจำรัส กลับแดง อายุ 78 ปี ฝึกเล่นลิเกป่ามาตั้งแต่อายุ 19 ปี มักนิยมเล่นในงานวัด งานศพ ในคืนหลังจากที่เผาศพแล้ว ลิเกป่าเล่นได้ทั้งกลางวันและกลางคืน เนื้อเรื่องที่เล่นส่วนใหญ่ เป็นเรื่องของสามัญชน นำมาจากวรรณคดีบ้าง ชาวบ้านแต่งเองบ้าง เช่น เรื่อง ทินกรรัศมี มณีหยาดฟ้า จันทโครพ ตัวละครก็มีหลายตัวเช่น พระเอก นางเอก พระรอง นางรอง เจ้าเมือง นางเมือง ตัวร้าย แขก นางยักษ์ โจร เสนาอำมาตย์ ตาเจ้า แม่ชี ตัวตลก ฤาษี ส่วนเครื่องแต่งกายก็แตกต่างกันไป เช่น ผู้หญิงจะนุ่งผ้าลาย + เสื้อยืด + กรองคอ + ลูกปัด ชฎา +ต่างหู+ สร้อยคอ ส่วนผู้ชายนุ่งโจงกระเบน + เสื้อยืด + กรองคอ + ลูกปัด + ผ้าคาดพุง ส่วนฤาษี จะใส่ชุดฤาษี + ไม้เท้า และมีหมวกฤาษี เครื่องดนตรีที่ใช้ก็มี รำมะนา +โหม่ง + ฉิ่ง
วัฒนธรรมประเพณีของลีเล็ด
วัฒนธรรมประเพณี
1. วันขึ้นปีใหม่ 1 ม.ค. ของทุกปี ชาวบ้านจะนำอาหารไปทำบุญตักบาตรที่วัด เพื่อเสริมสิริมงคลให้ตนเอง และอุทิศส่วนกุศลให้กับผู้ล่วงลับไปแล้ว นักท่องเที่ยวสามารถร่วมทำบุญกับชาวบ้านได้2. วันมาฆบูชา ขึ้น 15 ค่า เดือน 3 เช้าทา บุญตักบาตร เย็นร่วมกันเวียนเทียนเพื่อทาบุญและสืบทอดประเพณีสำคัญทางพุทธศาสนา3. วันสงกรานต์ วันที่ 13-15 เมษายน ของทุกปี ตอนเช้าทำบุญตักบาตร หลังจากเสร็จพิธี มีการสรงน้ำพระ รดน้ำดำหัวคนเฒ่าคนแก่ สาดน้ำสงกรานต์เพื่อแสดงความเคารพนับถือผู้หลักผู้ใหญ่สืบทอดประเพณี4. วันจบปีจบเดือน วันแรม 14 ค่ำ เดือน 5 มีการทำบุญตักบาตร การละเล่นพื้นบ้าน เล่นสะบ้า เล่นหญิงไหว้ชายรำ ปัจจุบันมีการแข่งปีนเสาน้ำมัน แข่งพายเรือหัวใบ้ท้ายบอด พายกระทะ ชักเขย่อเป็นการฉลองส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ไทย5. วันวิสาขบูชา ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 วัน เช้านำอาหารไปทำบุญตักบาตร และเวียนเทียน6. วันอาสาฬหบูชา ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 มีการตักบาตร เวียนเทียน7. วันสวดคลอง นิยมทำในเดือน 6 ของทุกปี เช้าชาวบ้านทำแพเล็ก ๆ ด้วยกาบกล้วย แล้วให้คนในหมู่บ้านนำดอกไม้ธูปเทียนข้าวสาร เส้นผม เล็บ และเศษเสื้อผ้าใส่ลงในแพ นำไปลอยในคลอง เชื่อว่าเป็นการนำเอาสิ่งไม่ดีออกไปจากตัว ชาวบ้านเรียกแพนี้ว่า “เรือเจ้าเรือนาย” จากนั้นนิมนต์พระสงฆ์ลงเรือเพื่อสวดทำพิธี ชาวบ้านจะขับเรือให้พระสงฆ์สวดไปตลอดทางในคลอง เป็นการสะเดาะเคราะห์ ขับไล่สิ่งชั่วร้ายออกจากคลอง8. วันเข้าพรรษา วันแรม 1 ค่ำ เดือน 8 ชาวบ้านจะทำบุญตักบาตร นำเงินห่อกระดาษดอกไม้ไปวัด ทำพิธีในโบสถ์ เพื่อทำบุญส่งพระเข้าจำพรรษา เนื่องจากเป็นฤดูกาลเพาะปลูกไม่เหมาะที่พระจะออกบิณฑบาต9. วันรับตายาย (รับเปรต) วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 10 เชื่อว่าเป็นวันที่ยมทูตปล่อยวิญญาณบรรพบุรุษกลับมารับส่วนบุญจากลูกหลาน โดยการนำอาหารคาวหวาน ดอกไม้ ธูปเทียน ผลไม้ และขนมประจำท้องถิ่น ไปทำบุญ เป็นวันที่ลูกหลานพบปะกัน10. วันส่งตายาย (ส่งเปรต) วันแรม 15 ค่ำ เดือน 10 ชาวบ้านจะให้ความสำคัญกับวันส่งมากกว่าวันรับ โดยจะเตรียมอาหาร ที่นิยม คือ ข้าวสวย ผัดเปรี้ยวหวาน ทอดมัน แกงส้ม สะตอดอง แกงจืด ขนมหวาน เช่น ทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง ขนมที่ขาดไม่ได้ คือ รังนก ขนมไส้เค็ม ขนมลา ขนมเทียน ขนมต้ม ผลไม้ต่างๆ เลี้ยงพระเพล ร่วมรับประทานอาหาร ตอนบ่าย สวดบังสุกุลกระดูก ที่ขาดไม่ได้คือ การตั้งร้านเปรต เพื่อให้วิญญาณที่ไม่มีญาติมารับส่วนบุญ11. วันออกพรรษา วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 ทำบุญตักบาตร เพื่อวันที่สิ้นสุดการจำพรรษาของพระสงฆ์12. งานชักพระทอดผ้าป่า แรม 1 ค่ำ เดือน 11 ก่อนวันงาน ชาวบ้านร่วมกับพระสงฆ์ทำเรือพนมพระ และรถพนมพระ คืนวันพระ 15 ค่ำ ทำพิธีสวดสมโภชเรือพนมพระ ตกแต่งพุ่มผ้าป่า แรม 1 ค่ำ นิมนต์พระสงฆ์ลงเรือ เพื่อประพรมน้ามนต์ให้กับชาวบ้าน เมื่อถึงอำเภอเมือง ก็เอารถพนมพระร่วมขบวนแห่ไปทั่ว เมือง13. วันลอยกระทง ขึ้น 15 ค่า เดือน 12 จะทำเพื่อขอขมาเจ้าแม่คงคาและสะเดาะเคราะห์
ลักษณะทั่วไป และระบบนิเวศของลีเล็ด
ลักษณะทั่วไป และระบบนิเวศ
ลักษณะภูมิประเทศ
ลีเล็ดเป็นตำบลหนึ่งของอำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี มีพื้นที่ประมาณ 17,266 ไร่ มีประชากรทั้งสิ้น 3,881 คน ประกอบไปด้วยหมู่บ้านจำนวน 8 หมู่บ้าน คือ
บ้านบางใหญ่ฝั่งขวา บ้านคลองราง บ้านบางใหญ่ฝั่งซ้าย บ้านบางบุตร
บ้านบางพลา บ้านบางในบ้าน บ้านคลองกอ
บ้านบางทึง
สภาพทั่วไปของตำบลลีเล็ดจะเป็นที่ราบลุ่ม มีแม่น้ำไหลผ่าน
และบางส่วนอยู่ติดกับทะเล มีน้ำเค็มท่วมถึง
เป็นพื้นที่ที่มีสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ ในอดีตแต่ละหมู่บ้านจะใช้เส้นทางทางน้ำในการสัญจรไปมา
ซึ่งนับว่ามีเป็นร้อยสาย
เพราะลักษณะสภาพพื้นที่ที่เป็นเช่นนั้นทำให้ประชากรที่อาศัยบริเวณที่ราบต่ำประกอบอาชีพทำสวนมะพร้าว
ส่วนผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่ติดกับทะเลจะทำประมงพื้นบ้านเป็นอาชีพ นอกจากอาชีพการทำสวนมะพร้าวและประมงพื้นบ้านแล้ว ในปัจจุบันยังมีการทำนากุ้งร่วมด้วย
ในตำบลลีเล็ดมีวัดอยู่ 5 วัดด้วยกัน คือ วัดบางใหญ่ วัดบางพลา วัดบางบุตร
วัดคลองกอ และวัดตรีธาราราม
มีโรงเรียนระดับชั้นประถมศึกษา 3 โรงเรียน คือ โรงเรียนวัดบางพลา
โรงเรียนวัดตรีธาราราม และโรงเรียนบ้านคลองราง
ในปัจจุบันลีเล็ดเป็นตำบลที่มีความเจริญมากขึ้น
จากที่เคยสัญจรกันทางน้ำก็เปลี่ยนมาใช้รถแทน
มีถนนตัดใหม่เกิดขึ้นหลายสายเชื่อมโยงอำเภอต่าง ๆ กับลีเล็ดให้มีความสะดวกขึ้น
บ้านผู้คนจากที่เคยตั้งอยู่ริมแม่น้ำลำคลอง ได้เคลื่อนย้ายมาสร้างใกล้ถนน แต่ยังคงมีความเป็นวิถีชนบท
ทิศเหนือ ติดกับ ทะเลอ่าวไทย
ทิศใต้ ติดกับ ต.ศรีวิชัย อ.พุนพิน จ.สุราษฏร์ธานี
ทิศตะวันออก ติดกับ ต.บางโพธิ ์อ.เมือง จ.สุราษฏร์ธานี
ทิศตะวันตก ติดกับ ต.คลองไทร อ.ท่าฉาง จ.สุราษฏร์ธานี
ลักษณะภูมิอากาศ
ลักษณะของภูมิอากาศจะมี 2 ฤดู คือ ฤดูร้อนและฤดูฝน เป็นเพราะได้รับอิทธิพลจากมรสุมตะวันออกเฉียงใต้ และมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งทำให้ฤดูร้อนและฤดูฝนมีระยะเวลาที่ใกล้เคียงกัน
ระบบนิเวศ
ระบบนิเวศของตำบลลีเล็ด ที่เป็นระบบนิเวศ 2 น้ำ หรือที่รู้จักกันดีว่าระบบนิเวศ “น้ำกร่อย” จึงทำให้พื้นที่ของตำบลลีเล็ดมีความหลากหลายทางชีวภาพ ไม่ว่าจะเป็นพรรณไม้และพันธุ์สัตว์น้ำ โดยเฉพาะป่าชายเลนผืนใหญ่ที่ เป็นแหล่งอาหารให้กับคนและสัตว์ เป็นที่อยู่อาศัยขยายพันธุ์ของพืชและสัตว์ เป็นแหล่งสร้างอาชีพและรายได้ของชาวบ้าน เป็นวัสดุก่อสร้าง และเชื้อเพลิง เป็นเครื่องมือป้องกันภัยธรรมชาติ ในป่าชายเลนบ้านลีเล็ด ชาวบ้านเกือบจะทุกเพศทุกวัย ที่ใช้ประโยชน์จากป่า ช่วงเวลาน้ำขึ้น ชาวบ้านจะไปตัดจาก, หาหอย, จับปูเปี้ยว, ปักแร้วปู, ดักอวน ฯลฯ ช่วงน้ำลงก็หาหอยกัน, ถีบกระดานหาหอย, ตกเบ็ดและหาปู
ในปัจจุบัน พื้นที่ป่าชายเลนของตำบลลีเล็ด นับว่าเป็นพื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดในจังหวัดสุราษฎร์ธานี หลังจากการดำเนินการจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชน พื้นที่ของป่าชายเลนได้ขยายเพิ่มขึ้นจำนวน 3,000 ไร่โดยที่ไม่ต้องปลูก เพียงแต่มีการเฝ้าระวังไม่ให้มีการทำประมงผิดกฎหมายในพื้นที่ และผลจากการที่พื้นที่ป่าเพิ่มขึ้น ทำให้ทรัพยากรสัตว์น้ำเพิ่มขึ้นด้วย ชาวบ้านมีรายได้ที่เพิ่มขึ้น
พวกเราพาเที่ยว (journey) ที่ตั้งลีเล็ด
กลุ่มชุมชนลีเล็ดนำเที่ยวเพื่อการอนุรักษ์
ภูมิภาคและจังหวัด : ภาคใต้ สุราษฎร์ธานี
ที่ตั้ง : กลุ่มชุมชนลีเล็ดนำเที่ยวเพื่อการอนุรักษ์ 109 หมู่ที่ 5 ตำบลลีเล็ด อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี 84130
ประวัติความเป็นมา
ในสมัยที่มีหัวเมืองไชยาเป็นศูนย์กลางการปกครอง
ขึ้นตรงกับกรุงศรีอยุธยา (ก่อนพ.ศ.2439) พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ (ร.5)
ทรงเสด็จไปบ้านดอน (ทางเรือ) แล้วเจอกับพายุฝน
จึงทรงเสด็จไปตามคลองสายนี้ ทำให้ชาวบ้านเข้าใจว่าเป็นคลองลัด
จึงได้ชื่อเรียกชื่อคลองสายนี้ว่า “คลองลัด”
ชาวบ้านในคลองลัด
ซึ่งส่วนใหญ่มีอาชีพทำไร่ข้าว
จึงมีชาวจีนล่องเรือมารับซื้อข้าวอยู่เป็นประจำ ชาวจีนจึงเรียก คลองลัด เพี้ยนไปเป็น คลองเล็ดสมัย ร.5 ทรงปฏิรูประบบการปกครองท้องถิ่น
โดยรวมอำนาจเข้าส่วนกลาง ทรงริเริ่มระบบการปกครองแบบหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ
และจังหวัดในปี พ.ศ.2445 มีการตั้งเป็นตำบลลีเล็ด มีขุนลีเล็ดลัทธกิจ (นาค ธดากุล)
เป็นกำนันคนแรก
แต่เดิมชาวบ้านมีอาชีพทำไร่ข้าวปนกับสวนมะพร้าว เริ่มหันมาทำนา การทำไร่จึงหมดไปในช่วงนี้
ส่วนในคลองชาวบ้านไม่กล้าลงไปหาปลา
เพราะมีจระเข้ชุกชุมมาก
ชาวบ้านที่อยู่ริมคลองต้องใช้ไม้กั้นเป็นคอก เพื่อลงไปอาบน้ำ
ต่อมาไม่นานมีพวกแขกมารับซื้อจระเข้ชาวบ้านจับจระเข้ขายจนหมด ในที่สุดก็สูญพันธุ์
เมื่อในคลองไม่มีจระเข้ชาวบ้านก็เริ่มหันมาทำอาชีพประมงพื้นบ้าน พื้นที่ที่เป็นนาข้าวกลายเป็นสวนมะพร้าว
จนมาถึงปัจจุบัน อาชีพที่สำคัญของชาวลีเล็ดก็คือ
การทำประมงกับสวนมะพร้าว
จำนวนประชากรทั้งสิ้น 3,384 คน เป็นชาย 1,682 คน เป็นหญิง 1,698 คน จำนวน
864 ครัวเรือน ประชากรแฝงในสถานที่ทำงานไม่น้อยกว่า 300 คน มีความหนาแน่นเฉลี่ย
143.09 คน/ตารางกิโลเมตร
ตารางจำนวนประชากรตำบลลีเล็ด
หมู่บ้าน
|
จำนวนครัวเรือน
|
ชาย
|
หญิง
|
รวม
|
หมู่ที่ 1 บ้านบางใหญ่ฝั่งขวา
|
59
|
108
|
100
|
208
|
หมู่ที่ 2 บ้านคลองราง
|
171
|
360
|
336
|
696
|
หมู่ที่ 3 บ้านบางใหญ่ฝั่งซ้าย
|
80
|
143
|
163
|
306
|
หมู่ที่ 4 บ้านบางบุตร
|
124
|
240
|
255
|
495
|
หมู่ที่ 5 บ้านบางพลา
|
148
|
276
|
272
|
548
|
หมู่ที่ 6 บ้านบางในบ้าน
|
124
|
239
|
251
|
490
|
หมู่ที่ 7 บ้านคลองกอ
|
99
|
185
|
198
|
383
|
หมู่ที่ 8 บ้านบางทึง
|
59
|
131
|
123
|
254
|
รวม
|
864
|
1,682
|
1,698
|
3,380
|
วันอาทิตย์ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2556
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
.jpg)

